ซีรี่ย์เกาหลี : My Daughter, Geum Sa Wol (ลูกสาวฉัน กึมซาวอล)

ซีรี่ย์เกาหลี : My Daughter, Geum Sa Wol (ลูกสาวฉัน กึมซาวอล) นำเสนอเรื่องราวของ “กึม ซาวอล” ซึ่งเป็นลูกสาวของ “ชิน ดึกเย” กับ “โอ มินโฮ” แต่เนื่องจากทั้งคู่ลอบมีความสัมพันธ์กัน ดึกเยจึงให้กำเนิดซาวอลอย่างลับๆ ก่อนนำไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า หลังรู้ว่า “คัง มานฮู” ผู้เป็นสามี อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ดึกเยจึงหมายมั่นว่าจะเอาคืนอย่างสาสม

ซาวอลเติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ากับเพื่อนรัก “ฮเยซัง” และ “โอวอล” ในวันที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าพังถล่ม ฮเยซังพบว่าซาวอลกำลังจะถูกพ่อแท้ๆ ซึ่งมีฐานะร่ำรวยรับไปเลี้ยงดูหลังผลการตรวจระบุชัดว่าทั้งคู่มีดีเอ็นเอตรงกัน ด้วยความที่อยากเป็นลูกคนรวยและใช้ชีวิตในสังคมไฮโซ ฮเยซังจึงขังผู้อำนวยการสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ของตนไว้ในซากตึกพร้อมกับโอวอล (ซึ่งเป็นอีกคนที่รู้ความลับเรื่องนี้) หมายให้ทั้งคู่ตายไปพร้อมความจริง หลังจากนั้นก็สวมรอยเป็นลูกสาวมินโฮ ครั้นซาวอลถูกครอบครัวมินโฮรับเลี้ยงและพามาอยู่ในบ้านอีกคน ฮเยซังจึงแกล้งทำเป็นญาติดีกับซาวอลต่อหน้าพ่อแม่ แต่ลับหลังกลับข่มเหงซาวอล และสร้างเรื่องใส่ร้ายต่างๆ นานา ทั้งยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อเก็บงำความจริง ซาวอลซึ่งไม่รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ถึงกระนั้น เธอก็ยังสดใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี และไม่เคยท้อแท้สิ้นหวัง

ซาวอลกับ “คัง ชานบิน” (ลูกเลี้ยงดึกเย ลูกชายมานฮู) ต่างมีใจให้กัน แต่ความรักของทั้งคู่เต็มไปด้วยอุปสรรคเพราะครอบครัวชานบินไม่เห็นด้วย แถมฮเยซังยังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชานบินมาอยู่ข้างกายตน แม้กระทั่งการหักหลังผู้มีพระคุณอย่างมินโฮ แต่ทว่านับวันเรื่องโกหกที่ฮเยซังสร้างขึ้นก็เริ่มใหญ่และหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะปกปิด สุดท้ายแล้วเรื่องราวจะลงเอยอย่างไรติดตามชมได้ใน “ลูกสาวฉัน กึมซาวอล (My Daughter, Geum Sa Wol)”

“ชิน จีซาง” (ประธานบริษัทรับเหมาก่อสร้าง “โบกึม”) และลูกสาว “ชิน ดึกเย” เดินทางไปชมและให้กำลังใจว่าที่ลูกเขย “โอ มินโฮ” กับลูกชายแม่บ้านที่ตนชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก “คัง มานฮู” ซึ่งผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันออกแบบอาคารรัฐสภา โดยประธานชินได้บอกสองหนุ่มว่าผู้ชนะการแข่งขันจะได้ร่วมงานกับตนในโครงการก่อสร้างตำหนักชอนบี ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในยุคโชซอน (และเป็นงานใหญ่ระดับชาติที่ประธานชินอยากทำเพื่อเป็นการทิ้งทวน – เป็นการสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนของเดิม) ครั้นมินโฮเป็นฝ่ายชนะ ประธานชินจึงบอกว่าจะให้มินโฮกับดึกเยแต่งงานกันในวันทำพิธีวางศิลาฤกษ์ตำหนักชอนบี เขาเห็นว่าวัสดุก่อสร้างตำหนักชอนบีจะถูกส่งมาที่โกดังในไม่ช้า จึงมอบหมายให้มินโฮรับผิดชอบดูแลการจัดเก็บวัสดุในโกดัง โดยกำชับให้คอยเฝ้าระวังหัวขโมย เมื่อมานฮูได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกอิจฉาและเจ็บใจ (เดิมทีมานฮูเป็นคนรับผิดชอบโกดังเก็บของในไซต์งานของบริษัท)

มานฮูเป็นพ่อม่ายลูกสอง ลูกสาวตัวแสบทั้งสองคนของเขาทั้งดื้อรั้น ตะกละ (ชอบขโมยอาหารที่บ้านเจ้านายมาทานจนเกลี้ยง) และมักก่อเรื่องวุ่นวายที่บ้านประธานชิน ถึงกระนั้น คุณนาย “คิม ฮเยซุน” (ภรรยาประธานชิน) ก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองเด็กๆ แต่ตำหนิ “โซ กุกจา” (แม่มานฮู) ที่ไม่ดูแลสั่งสอนหลานๆ ให้ดี กุกจารู้สึกเหนื่อยหน่ายเอือมระอาเลยนำหลานทั้งสองไปคืนอดีตลูกสะใภ้ “ชเว มารี” ที่คลับแห่งหนึ่ง มารีกลัวว่าตนจะขายไม่ออกเพราะกำลังจะเปิดตัวในฐานะนักร้องคนใหม่ของคลับ (และอยากแต่งงานใหม่) เลยบังคับให้ลูกๆ เรียกตนว่าพี่สาว และนำลูกกลับไปคืนมานฮูที่บ้าน (มานฮูเป็นฝ่ายขอหย่าโดยบอกว่าจะเลี้ยงลูกเอง) กุกจาทั้งเหนื่อยกับการทำงานและเลี้ยงหลานตัวแสบจึงอยากให้มานฮูรับแม่เด็กๆ กลับมาอยู่ที่บ้านดังเดิม มานฮูขอให้แม่เลิกข้องแวะกับอดีตภรรยาตน โดยบอกว่าตนจะหาคนใหม่ที่ดีกว่ามาเป็นแม่ให้ลูกๆ เอง

ที่ผ่านมามานฮูมักยักยอกทรัพย์ของบริษัท โดยเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมขบวนการของตนเข้ามาขโมยของในโกดังแล้วนำไปขาย แต่หลังจากมินโฮได้รับมอบหมายให้ดูแลโกดัง เขาก็แจ้งตำรวจเรื่องที่มักมีคนลอบเข้ามาขโมยของทันที ครั้นผู้ร่วมขบวนการรายงานว่ามีตำรวจนอกเครื่องแบบมาดักจับขโมยที่โกดัง มานฮูจึงสั่งยกเลิกแผนและรีบไปที่โกดังทันที บังเอิญว่าตอนนั้นสองพ่อลูก “จู กีฮวาง” กับ “จู เซฮุน” (วัยเจ็ดขวบ) แอบมาอาศัยหลับนอนที่ไซต์งานก่อสร้างของบริษัทโบกึม เมื่อมานฮูมาเห็นเข้าจึงถือโอกาสใส่ร้ายสองพ่อลูกว่าเป็นหัวขโมย ซ้ำยังทำร้ายร่างกายเซฮุนและบอกให้ตำรวจจับกีฮวางไปขังคุก เมื่อประธานชินมาที่โรงพักเซฮุนก็ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม โดยชี้ว่าพวกตนแค่มาหาที่ซุกหัวนอนไม่ได้มาขโมยของ และยอมรับผิดเฉพาะเรื่องที่แอบเข้ามานอนในไซต์งานของบริษัทเท่านั้น ประธานชินเชื่อเซฮุนจึงไม่เอาความสองพ่อลูก ซ้ำยังสร้างที่พักชั่วคราวให้สองพ่อลูกในบริเวณไซต์งาน ให้ทานอาหารในโรงอาหารได้สามมื้อ และให้งานกีฮวางทำ เซฮุนรู้สึกซาบซึ้งใจจึงสัญญาว่าจะช่วยเฝ้าระวังหัวขโมย

กุกจาเข้าไปในห้องคุณนายคิมแล้วแอบนำเสื้อมาลองด้วยความอิจฉา คุณนายคิมเห็นว่ากุกจาหายเข้าไปนานผิดปกติทั้งที่ตนสั่งให้คั้นน้ำส้มจึงเข้าไปตาม กุกจารีบถอดเสื้อแล้วแสร้งทำความสะอาดโต๊ะเครื่องแป้งโดยไม่รู้ว่าทำแหวนเพชรตก ดึกเยซื้ออาหารมาให้แมวจรแถวบ้าน เธอเห็นมานฮูนั่ง (ชื่นชมยอดเงินในบัญชี) อยู่ในรถเลยชวนมาให้อาหารแมวด้วยกัน ทั้งคู่จึงนึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก มินโฮเห็นมานฮูฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวว่าที่เจ้าสาวตน (แสร้งทำเหมือนเอ็นดู) เลยเข้าไปขัดจังหวะ ครั้นมานฮูเดินกลับไปที่รถ มินโฮจึงเตือนดึกเยว่าอย่าทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับมานฮู ถึงเธอจะคิดกับเขาแค่พี่ชายแต่เขาไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของเธอ มินโฮรู้ว่าดึกเยเป็นคนจิตใจดีและไม่เคยมีใจให้มานฮู แต่พวกตนไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วมานฮูกำลังคิดอะไรอยู่ จึงควรตัดไฟเสียแต่ต้นลม มานฮูเห็นทั้งคู่โผเข้ากอดกันก็รู้สึกเจ็บแค้น

หลังพบว่าแหวนเพชรสิบกะรัตที่ตนซื้อเป็นของขวัญวันแต่งงานให้ลูกสาวหายไป คุณนายคิมจึงสงสัยกุกจาเพราะเป็นคนเดียวที่เข้าออกห้องตน กุกจาโวยลั่นว่าตนไม่ได้เอาไปแต่คุณนายคิมยังไม่ปักใจเชื่อ ดึกเยจึงอาสาหาแหวนให้เองและขอโทษกุกจาแทนแม่ แต่กุกจารู้สึกโกรธที่โดนหยามจึงโวยว่าจะถอดเสื้อผ้าและผ่าท้องให้ดูเพื่อเป็นการยืนยันว่าตนไม่ได้เอาไป ครั้นกุกจาโวยไม่หยุดคุณนายคิมจึงบ่นด้วยความรู้สึกอ่อนใจที่กุกจาปากคอเราะร้ายและแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าผู้มีพระคุณอย่างตน กุกจาได้ยินแล้วยิ่งเดือดเพราะรู้สึกเหมือนโดนดูถูกว่าเป็นคนชั้นต่ำ มานฮูเห็นแม่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าทุกคนจึงตะคอกเสียงแข็ง คุณนายคิมไม่พอใจที่มานฮูตะโกนข้ามหัวตน เธอไม่ชอบมานฮูเป็นทุนเดิมจึงเปรยว่าพวกตนเลี้ยงลูกเสื้อลูกจระเข้แท้ๆ (เลี้ยงยังไงก็ไม่เชื่อง) และชี้ว่าสายตามานฮูมีแต่ความโลภ มานฮูขอโทษที่พวกตนไม่สำนึกในบุญคุณและเติบโตมาแบบคนชั้นต่ำ จากนั้นก็ลากแม่กลับบ้าน ปรากฏว่าคนที่ขโมยแหวนคือ “คัง ดัลแร” ลูกสาวคนโตของมานฮู เธอตั้งใจว่าจะนำแหวนไปให้แม่ โดยหวังว่าถ้าแม่มีเงินแล้วจะซื้อเสื้อผ้าให้ แต่ “คัง จิลแร” ผู้เป็นน้องสาว อยากให้แม่ซื้อของกินให้มากกว่าเลยหยิบแหวนมาอมไว้ในปากและเผลอกลืนลงท้อง

มานฮูเห็นมินโฮกับดึกเยหยอกล้อกันอย่างมีความสุขก็ทั้งโกรธและอิจฉา เขาจึงระบายโทสะด้วยการกระทืบโมเดลอาคาร เมื่อประธานชินมาเห็นเข้าก็ไม่พอใจที่มานฮูยังไม่ยอมตัดใจทั้งที่ตนเคยเตือนหลายครั้ง เขาเคยคิดที่จะตัดสัมพันธ์กับมานฮูหลังรู้ว่ามานฮูหลงรักลูกสาวตน หากมานฮูไม่แต่งงานกับแม่ดัลแรเสียก่อนคงถูกตนตัดหางปล่อยวัดนานแล้ว เขาชี้ว่ามานฮูเป็นเหมือนลูกชายตนแต่ไม่อาจเป็นลูกเขยตนได้ มานฮูตัดพ้อว่าหากตนเป็นเหมือนลูกทำไมถึงถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมโครงการก่อสร้างตำหนักชอนบี ประธานชินชี้ว่ามานฮูแพ้การแข่งขัน แต่มานฮูแย้งว่าประธานชินตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพื่อให้ประธานชินยอมรับตนสู้อุตส่าห์ก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ และวิ่งวุ่นทำตามคำสั่งทุกอย่าง สุดท้ายแล้วทำไมถึงเป็นมินโฮแทนที่จะเป็นตน แถมตนยังเป็นคนออกแบบงานทั้งหมดที่ทำเงินให้บริษัท ประธานชินแย้งว่าตนไม่คิดทำเงินจากตำหนักชอนบีเพราะตำหนักชอนบีเป็นสมบัติของชาติ แม้มานฮูจะเป็นสถาปนิกที่มีความสามารถแต่เขายังมือไม่ถึงจึงไม่คู่ควรกับตำหนักชอนบี มานฮูได้ยินดังนั้นจึงขอโทษที่ล้ำเส้น ประธานชินเตือนว่าอีกหนึ่งอาทิตย์มินโฮกับดึกเยจะแต่งงานกัน มานฮูจึงควรทำตัวให้เหมือนพี่ชายแท้ๆ อย่าแสดงอาการผิดหวังเสียใจ และคอยดูแลดูพวกเขาให้ดี ทั้งหมดที่ตนต้องการมีเพียงเท่านี้