หนังใหม่: Da 5 Bloods

หนังใหม่: Da 5 Bloods หนังอย่าง Da 5 Bloods สงครามเวียดนาม และ ประเด็นการเรียกร้องพื้นที่ในประวัติศาสตร์ให้คนสัญชาติแอฟริกัน อเมริกัน แต่เพิ่มเรื่องของการผจญภัยตามล่าขุมทองและอัฐิของเพื่อนร่วมรบ แต่หากไปนึกภาพว่ามันจะเป็นหนังสงครามที่เอะอะยิงกัน หรือ ย้อนอดีตไปเล่าวีรกรรมทหารหาญผิวสีล่ะก็อาจมีเหวอได้ เพราะในบรรดาแนวหนังที่ผสม ๆ กันมันถูกบอกเล่าผ่านวิสัยทัศน์ของสไปค์ ลี คนทำหนังชาวแอฟริกัน อเมริกัน ที่มักบอกเล่าเรื่องราวเสียดสีสังคมโดยเฉพาะประเด็นเชื้อชาติและชีวิตที่ต้องดิ้นรนของพี่น้องชาวแอฟริกัน อเมริกันของตน

ว่ากันถึงบริบทของประวัติศาสตร์สงครามเวียดนามกันก่อน โดยในการรับรู้ของชาวโลกมันคือสงครามที่อเมริกาได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองของเวียตนาม ลาว และกัมพูชาจนเกิดการปะทะกันขึ้นเพียงเพราะอเมริกาอยากจะเล่นบทตำรวจโลก ทำให้คนชาติเดียวกันถือปืนมาห้ำหั่นกันเอง และก็เป็นสหรัฐอเมริกาที่กลับไปพร้อมความปราชัย และแผลเป็นทางประวัติศาสตร์

และสำหรับโลกภาพยนตร์เองก็เคยบันทึกความอัปยศของสงครามเวียตนามไว้หลายเรื่อง ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น Apocalypse Now (1979) หนังสงครามเวียดนามขึ้นหิ้งของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และ The Deer Hunter (1978) ของไมเคิล ชิมิโนกับฉากรัสเซียน รูเล็ตในตำนาน ที่สร้างคุณูปการแก่วงการไว้มากมาย และที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือไตรภาคเวียดนามทั้ง Platoon (1986), Born on the Forth of July (1989) และ Heaven & Earth (1993) ของอดีตนักข่าวสงครามอย่าง โอลิเวอร์ สโตน ที่ถ่ายทอดความอัปยศอดสูของสงครามที่มีการเมืองขับเคลื่อน

แต่สิ่งที่ Da 5 Bloods บอกเล่ากลับทวีความซับซ้อนเสียยิ่งกว่าฝ่ายการเมืองส่งทหารอเมริกันไปตายเหมือนหนังเรื่องอื่น เพราะจากชื่อหนังที่ไปแทนค่าเป็นกลุ่มแก๊งทหารชาวแอฟริกันอเมริกัน 5 คนในนาม Bloods ที่เริ่มจากการสาบานเป็นพี่น้องร่วมตายในศึกครั้งนี้ที่สุดท้ายจบด้วยความตายของหัวหมู่ทะลวงฟันอย่าง สตอร์มิน นอร์แมน (แชตวิค บอสแมน หรือ ฝ่าบาทแห่ง Black Panther) จนเป็นที่มาของภารกิจในอีก 45 ปีต่อมาที่เหล่าอดีตสหายศึกอย่าง พอล (เดลรอย ลินโด) ที่ได้รับผลกระทบด้านจิตใจจนเกิดเป็นโรค PTSD เอ็ดดี (นอร์ม ลิวอิส) นักธุรกิจถังแตก เมลวิน (ไอเซียอา ไวต์ล็อก จูเนียร์) ที่ติดยาแก้ปวด และ โอทิส (คลาร์ก ปีเตอร์ส) อดีตพลาธิการที่มีความสัมพันธ์กับสาวเวียตนามจนเกิดลูกนอกสมรส

ดังนั้นสถานการณ์ของหนังครึ่งแรกเลยจะตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เหล่าสหาย Bloods สี่คนที่เหลือเดินทางกลับมาที่เวียดนามในเวลาเกือบครึ่งศตวรรษเพื่อจะพบว่าความขัดแย้งและผลพวงของสงครามยังคงอยู่ กับภาพย้อนอดีตที่ซ้อนทับกับเหตุการณ์ปัจจุบันเพื่อปูให้เห็นจุดมุ่งหมายของตัวละครที่ต้องการกลับมาหาทองที่พวกเขาฝังไว้พร้อมศพของทหารร่วมรบอย่างนอร์แมน และการเข้าไปเกี่ยวพันกับธุรกิจมืดเพื่อให้พวกเขาสามารถขนทองออกจากเวียดนามได้

ซึ่งเราคงต้องยอมรับว่าครึ่งแรกของหนังคือช่วงปรับจูนคนดูอย่างแท้จริง เพราะมันผสมผสาน “สาร” ที่ผู้กำกับอยากจะเล่าเต็มไปหมดทั้งผลพวงของสงครามเวียดนามที่มาทั้งกลืนไปกับเนื้อเรื่องอย่างกรณีแฟนสาวของโอทิส และบรรดาชาวเวียดนามที่มาสะกิดแผลเป็นของสงครามที่กัดกร่อนจิตใจ รวมไปถึงสารที่เหมือนอยู่นอกอาณาเขตของเรื่องราวอย่างบทบาทชาวแอฟริกันอเมริกันในสงครามเพื่อประเทศชาติที่มักจบลงด้วยการเป็นฮีโรที่ถูกลืม และสถานะของพวกเขาในประเทศก็ยังคงเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ดี

และแม้ยี่ห้อ สไปค์ ลี จะจัดจ้านในประเด็นเรื่องสีผิว ความขัดแย้งทางชนชั้น มาตั้งแต่ Do the right thing (1989) แต่เมื่อการนำตัวละครที่ยังคงเป็นแอฟริกันอเมริกันแต่เปลี่ยนถิ่นมาอยู่ใน เวียดนาม ดินแดนที่เคยเป็นฝันร้ายของพวกเขา และในขณะเดียวกันก็เป็นเหล่า Bloods เองที่ผลักให้คนเวียดนามอดีตศัตรูของพวกเขากลายเป็นลูกกำพร้า ไร้ญาติ ไปจนสร้างลูกนอกสมรสที่กลายเป็นแกะดำให้คนในประเทศย่ำยี

และโดยที่หนังไม่บอกเล่ากับเราโดยตรงการกลับมาเที่ยว (tour) ครั้งนี้ของกลุ่ม Bloods ก็ไม่ได้ต่างจากการมาประจำการรบ (tour) ที่ไม่บอกก็รู้ว่านี่คือการเล่นคำกับกิจกรรมของตัวละครเพราะมันถูกเชื่อมด้วยคำว่า tour เหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดหนทางที่นำพวกเขาไม่ว่าจะไปเพื่อขุดหาอัฐิของนอร์แมนหรือทองคำแท่งมูลค่ามหาศาลก็คือการกลับไปสู่ความขัดแย้งในครึ่งหลัง เพราะที่ที่พวกเขาไปก็ยังเต็มไปด้วยกับระเบิด และการต้องเผชิญหน้ากับทหารรับจ้างที่ต้องการทองของพวกเขา

เอาล่ะ ฟังดูเหมือนผมจะบอกว่าอดทนกับครึ่งแรกหน่อย รับรองครึ่งหลังมันส์แน่นอนใช่มั้ยครับ ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าคุณคิด…..ถูก ! เพราะในขณะที่หนังครึ่งแรกเต็มไปด้วยสารที่เกือบจะกลายเป็นสารคดีเรียกร้องสิทธิ์ให้ชาวแอฟริกันอเมริกันอยู่รอมร่อ แต่ในครึ่งหลังด้วยความที่มันมีจุดเปลี่ยนจากการที่หนังพาตัวละครกลุ่ม Bloods ที่มี เดวิด (โจนาธาน เมเจอร์ส) เพิ่มเข้ามาและได้พบกับกลุ่มปลดระวางกับระเบิดจากสงครามเวียดนามนำโดย เฮดี (เมอลานี เธียร์รี) สาวสวยชาวฝรั่งเศสที่เดวิดแอบหมายปอง ก็ทำให้มันพาเรื่องราวไปสู่ช่วงชำระบาปในครึ่งหลังที่สไปค์ ลี ดูจะคุมทิศทางหนังได้อยู่หมัดกว่าครึ่งแรกอย่างเห็นได้ชัด

เพราะครึ่งหลัง ลี ได้ผสมกันระหว่างดรามาของทหารที่มีบาดแผลจากสงครามแฝงไปกับภารกิจผจญภัยหาทองสุดระทึก และในขณะที่แฟนแดนตายของเขากำลังคิดว่า ลี ขายวิญญาณไปกับการทำหนังเอาใจตลาดก็ดันมีฉากสารภาพบาปที่ใช้สไตล์การทลายกำแพงที่ 4 หรือ Break the forth wall แล้วให้ตัวละคร พอล ที่แสดงได้อย่างเดือดสุดโดย เดลรอย ลินโด ได้อิมโพรไวส์บทแสดงความคลั่งและสารภาพบาปที่อัดอั้นจนเขากลายเป็นโรค PTSD ได้อย่างยอดเยี่ยม

และนอกจากการผสานความสนุกเข้ากับสไตล์ส่วนตัวแล้ว ในครึ่งหลังการที่มันมีตัวละครอย่าง เฮดี และ พวกก็ช่วยให้เกิดภาพเปรียบเทียบระหว่างคนที่จะมาลบล้างผลพวงด้วยการปลดระเบิดออกจากดงกับระเบิด กับ อีกฝ่ายที่คิดแต่ “สิทธิของคนดำ” จนหลงลืมไปว่าผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนั้นไม่ได้มีแค่พวกเขา เพราะต่อให้พวกเขาจะจบท้ายด้วยการเป็นคนถังแตก เจ็บป่วย หรือ ติดยา แต่อันตรายจากสงครามคือยังอยู่ในแดนสงครามที่เดิมที่ชาวบ้านต้องเสี่ยงชีวิตทุกวันนั่นเอง